วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

ก่อสร้างศูนย์เรียนรู้คืบหน้าสู่อาคารสอง

มีนาคม 2553 อาคารห้องประชุม ศูนย์การเรียนรู้เริ่มขึ้นเสาหลังจากผ่านพ้นงานฐานรากไปแล้ว และเริ่มงานอาคารที่สอง คืออาคารศาลาฝึกงาน โดยเริ่มที่งานฐานรากเช่นเคย นอกจากนี้ศูนย์เรียนรู้ฯ ยังดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ร่วมไปด้วย นั้นคือพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อใช้ในระบบของศูนย์ และระบบไฟฟ้า ร่วมไปด้วย


ภาพอาคารห้องประชุมขึ้นเสาเสร็จ

ภาพอาคารศาลาฝึกงาน ตีฝังและลุยงานฐานราก

ลุยงานฐานราก

เทพื้น/ฐานราก อาคารฦกงาน

วางระบบไฟฟ้า

วางระบบไฟฟ้า

ปรับสภาพแหล่งน้ำ

ปรับสภาพแหล่งน้ำ

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

เริ่มงานวางรากฐาน

วางฐานราก สร้างห้องประชุม













งานขุดหมุมเสาตอม่อ ขุดคานวางคาน เทพื้น หอ้งประชุม

เมื่อเดือน มีนาคม 2553




ขึ้นเสาเอกศูนย์เรียนรู้

ศูนย์การเรียนรู้ ทำพิธีกรรมตามประเพณีท้องถิ่น ขึ้นเสาเอกเพื่อก่อสร้างอาคารต่างๆ
หลังได้รับโครงการจากรัฐบาลญี่ปุ่น







วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

ปรับพื้นที่เตรียมก่อสร้าง

ศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์/เกษตรยั่งยืน เริ่มต้นปรับพื้นที่ ปรับระดับดินเพื่อเตรียมตัวในการทำงานก่อสร้าง เมื่อเดือนมกราคม 2553










รัฐบาลญี่ปุ่นสานฝันเพื่อการเรียนรู้

ฯพณฯ นายเคียวจิ โคะมะจิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย



รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือเงินทุนจำนวน 3,320,000บาท ภายใต้โครงการความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจแบบให้เปล่าเพื่อพื้นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (จีจีพี) แก่โครงการ “ส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ จังหวัดสุรินทร์” โดยมีพิธีลงนามในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ระหว่าง ฯพณฯ นายเคียวจิ โคะมะจิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และ นางธัญญา แสงอุบล ผู้แทนโครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์ (มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์) ณ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย






บรรยากาศการพูดคุยกับ ฯพณฯ นายเคียวจิ โคะมะจิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

บรรยากาศการลงนาม

มอบของที่ระลึกแสดงมิตรภาพ


รัฐบาลญี่ปุ่นตกลงให้เงินทุนเพื่อใช้ในการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ สร้างศูนย์อบรม ศูนย์ปฎิบัติการ สุขา และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้งจัดซื้ออุปกรณ์ โดยมุ่งหวังว่าศูนย์ฝึกอบรมดังกล่าวจะนำพาเกษตรกรรายย่อยให้สามารถลดต้นทุนการผลิต เปลี่ยนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมีและหลุดพ้นจากความยากจน ยิ่งกว่านั้นยังจะเป็นผลดีต่อการส่งเสริมสุขภาพชาวนาและผู้บริโภค และเพื่อการษาสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้การเกษตรอินทรีย์ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นยินดีให้การสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์และสามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร

การก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์

จากสภาพปัญหาหนี้สินและความยากจนของเกษตรกรรายย่อย การเพาะปลูกในระบบเกษตรเคมี และเกษตรเชิงเดี่ยวตามกระแสของการเกษตรกรรมแผนใหม่ เปลี่ยนแปลงมาจากระบบเกษตรกรรมพื้นบ้านแบบดั้งเดิม (Traditional Agriculture) ซึ่งเน้นการพึ่งพาตนเองมาสู่การพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกเป็นหลัก และปัจจัยการผลิตเหล่านี้ล้วนต้องซื้อหรือจ้างมาทั้งสิ้น รวมทั้งสภาพดินที่เสื่อมโทรมลง การใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงต้องเพิ่มขึ้น หมายถึงต้นทุนการผลิตต่อไร่ของชาวนาที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตตกต่ำและขึ้นอยู่กับกลไกของตลาดที่เกษตรกรไม่มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม การทำนาจึงอยู่ในภาวะขาดทุนตลอดเวลา ในขณะเดียวกันเกษตรกรมีภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสูงโดยเฉพาะด้านการศึกษาของลูกหลาน และด้านการอุปโภคบริโภค ดังนั้นเกษตรกรจึงมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
...
ปัญหาหนี้สินเกษตรกรซึ่งมีพื้นฐานมาจากความล้มเหลวของระบบการเกษตร คือสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาสูญเสียที่ดินทำกิน สำหรับเกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์นับว่าเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงพอสมควร โดยเห็นได้จากปรากฏการณ์หลายชุมชนพบว่าชาวนาส่วนใหญ่ถือครองที่ดินเฉลี่ยเพียงเล็กน้อย หลายครอบครัวมีที่ดินทำกินลดน้อยลงมาก หลายครอบครัวไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง (เหลือเฉพาะที่บริเวณบ้าน) และอีกหลายครอบครัวตกอยู่ในภาวะต้องเช่าที่ดินเดิมที่เคยเป็นของตนเองทำนา ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ต้องสูญเสียที่ดินทำกินก็คือปัญหาหนี้สินครัวเรือนซึ่งทำให้ชาวนาจำเป็นต้องขายที่ดินที่ตนเองมีในครอบครอง หรือเปลี่ยนไปเป็นของนายทุนเนื่องจากการนำที่ดินไปค้ำประกันการกู้ยืม ส่วนสาเหตุสำคัญของหนี้สินเกิดจากความล้มเหลวจากการผลิตในระบบเกษตรเคมี-เชิงเดี่ยว ที่มีต้นทุนการผลิตสูงแต่ราคาผลผลิตไม่แน่นอน ความสามารถในการพึ่งตนเองทางด้านอาหารมีน้อยลง เพราะเน้นการปลูกข้าวหรือพืชเชิงเดี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตในปริมาณมาก ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องซื้อทั้งอาหารและปัจจัยการผลิตจากภายนอกชุมชน ในขณะที่มีรายรับจากการขายข้าวและผลผลิตอื่นมีน้อยไม่เพียงพอที่จะใช้ตลอดทั้งปี จึงต้องกู้ยืมและนำมาซึ่งการพอกพูนหนี้สิน ในบางรายพบว่าต้องใช้หนี้แบบส่งต่อจากรุ่นพ่อแม่มาถึงรุ่นลูกหลาน (หนี้มรดก) และหลายครอบครัวอาจประสบปัญหาแบบปัจจุบันทันด่วน เช่น เจ็บป่วยอาการหนัก หรือต้องดิ้นรนไปทำงานในต่างประเทศ จึงขายที่ดินของตนเพื่อนำเงินไปจัดการภาระความจำเป็นต่างๆ นั้นคือวงจรปัญหาเศรษฐกิจครอบครัวชาวนาสุรินทร์ ความจำเป็นดังกล่าวจึงเป็นแรงผลักดันสู่การริเริ่มกิจกรรม "การจัดการการเรียนรู้" เพื่อพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์/เกษตรยั่งยืน
...
โครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์ (มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์) จึงขยายงานด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรอินทรีย์)ไปสู่พื้นที่ชุมชนเกษตรกรรมทั้งนี้เพื่อขยายผลรูปธรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ให้กว้างขวางออกไปและให้เกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหาเกษตรกรรายย่อยอย่างจริงจัง ...

ผู้ติดตาม